วาทกรรมคนโกง: “คดียึดทรัพย์ทักษิณ” ความจริงที่ควรรู้

3aaaaa

 

คนโกงคืออะไร?

ขายชาติอย่างไร?

คนดีคืออะไร?

ทั้งคำตอบแบบชาวบ้านธรรมดา และคำตอบแบบมีหลักการโดยละเอียด เชื่อได้เลยว่าน้อยคนนักที่จะตอบได้

ไม่ต้องพูดถึงว่า “ความดี”และ “คนดี” ที่พูดๆกันอยู่นี้ใช้มาตรวัดอะไร

แค่เพียงให้เล่ารายละเอียดของ”การโกง” ที่พูดกันปากต่อปากมาแบบ “ข่าวลือ” ซุบซิบกันในกลุ่ม ก็ยังเป็นแบบ “เขาเล่ามา-ข้าเล่าต่อ” เสียส่วนใหญ่

 

ภายหลังศาลฎีกาฯได้มีคำพิพากษา เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553 “คดียึดทรัพย์ทักษิณ” ทำให้จำเลยคนสำคัญ พ.ต.ท. ดร. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ถูกยึดทรัพย์สินมูลค่ารวมกว่า 4หมื่น6พันล้านบาท
นำไปสู่การเกิดขึ้นของ วาทกรรม “คนโกง”, “ขายชาติ”  พร้อมๆกับการสร้างกระแสเรียกหา “คนดี” เหมือนที่มวลมหาประชาชน และชนชั้นกลางเมืองกรุง กำลังพูดกันอย่างแพร่หลาย

ทั้งนี้จึงอยากชวนให้ลองมาสำรวจคดี อันเป็นตัวจุดชนวนการสร้าง “วาทกรรมคนโกง” กันอีกครั้ง ซึ่งในอีกด้านหนึ่งคือ “ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย” กับ “คำตัดสินคดียึดทรัพย์” ครั้งนั้นพยายามนำเสนอ เพื่อศึกษาข้อมูลที่รอบด้าน แม้ ข้อมูลเหล่านี้” จะถูกกลบด้วยกระแสเสียงการ “โจมตี” อย่างไม่ลืมหูลืมตา จาก “ฝ่ายสนับสนุนการรัฐประหาร” หรือแม้กระทั่งทุกวันนี้ ที่ “มวลมหาประชาชน” พยายามตอกย้ำอีกครั้งก็ตาม

 

สิ่งที่น่าพิจารณาในอันดับแรกคือ เรื่องของเหตุการณ์รัฐประหารในปี 2549 ซึ่งส่งผลอย่างยิ่งต่อกระบวนการสืบสวนสอบสวนโดยเฉพาะการที่ “คณะปฏิวัติ” แต่งตั้ง “คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อรัฐ (คตส.)” ที่ล้วนแต่เป็น “บุคคล” ที่ประกาศตัว เลือกข้างทางการเมืองอย่างชัดเจน ขึ้นมาทำหน้าที่ในการสืบสวนสอบสวน

ซึ่งทำให้ “คตส.”  มีอำนาจอย่างล้นเหลือในการตรวจสอบและพิจารณาคดีต่างๆนั้น จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า “คดี” ที่ “คตส.” หยิบยกขึ้นมานั้น มีแต่เพียง “คดีที่เกี่ยวข้องกับ พ.ต.ท.ดร. ทักษิณ ชินวัตร” ทั้งนั้น

เป็นการเลือกปฏิบัติ กับบุคคลหนึ่งบุคคลเดียว อย่างชัดเจน

ความเอนเอียงของคณะกรรมการและอนุกรรมการ ของ “คตส.” ไม่ว่าจะเป็น  แก้วสรร อติโพธิ, บรรเจิด สิงคเนติ ,คุณหญิง จารุวรรณ เมณฑกา ฯลฯ ล้วนเป็น “บุคคล” ที่แสดงออกซึ่ง  ทัศนคติ ความคิด ในด้านลบ กับ พ.ต.ท. ทักษิณ เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว และหลายคนก็เคยร่วมขึ้นเวทีปราศรัย เวทีพันธมิตรฯ และร่วมกิจกรรมกับพรรคประชาธิปัตย์

 

อีกสิ่งที่น่าสนใจคือ ในการพิจารณาคดี ได้มีการนำกฎหมายหลายฉบับมาใช้ในการพิจารณาคดี รวมทั้งประกาศของคณะปฏิวัติ (คปค.) มาพิจารณาร่วมด้วย

ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่า  “เป้าหมาย” ของ “คณะปฏิวัติ 19 กันยายน 2549” ก็เพื่อที่จะสลายอำนาจของ “พ.ต.ท. ดร. ทักษิณ ชินวัตร” นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น แม้จะได้รับเลือกตั้งมาอย่างถูกต้องชอบธรรม ตามระบอบประชาธิปไตยถึงสองสมัย

“การเลือกตั้ง” ที่ประชาชนเลือกให้ “พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร” และ “พรรคไทยรักไทย” ให้มาทำหน้าที่ “นายกรัฐมนตรี” และเป็น “รัฐบาล” เพื่อบริหารประเทศ การให้ความชอบธรรมต่อประกาศ คปค. และกฎหมายของคณะปฏิวัติดังกล่าว จึงเป็นการทำลาย “ฉันทามติ” ของ “ประชาชน” เจ้าของประเทศ

 

เพราะฉะนั้น จึงเห็นได้ชัดเจนว่า การตัดสินครั้งนี้ ไม่ควรมีความชอบธรรมด้วยประการทั้งปวง ไม่ว่าจะเป็นในด้านการสืบสวนสอบสวน กระบวนการพิจารณาและกระบวนการบังคับใช้กฎหมาย

ซึ่งนี่เป็นเพียง “ประเด็นหนึ่ง” ที่น่าตั้งข้อสังเกตและควรตระหนักถึงทุกครั้ง เมื่อใครก็ตามจะพูดถึง “คดียึดทรัพย์ทักษิณ”

อันเป็นที่มาของ “คำตัดสิน” ที่ชวนให้นึกถึงว่า “ตาชั่ง” แห่ง “ความยุติธรรม” นั้นยังคง ถูกต้อง-เที่ยงตรง หรือไม่ ?

 

ซึ่งในประเด็นอื่นๆจะทำการกล่าวถึงในบทความต่อไป ……โปรดติดตาม…….

 

 

อัศเจรีย์ 

 

Posted on: 28/12/2013, by : asajeree
%d bloggers like this: